CMF by Nothing เปิดหูฟังใหม่ 3 รุ่นในไทย เริ่ม 1,099 บาท
Nothing Thailand เดินหน้าขยายไลน์อัปอุปกรณ์เสียง ภายใต้แบรนด์ CMF by Nothing ด้วยการเปิดตัวหูฟังไร้สายพร้อมกัน 3 รุ่น ได้แก่ CMF Clip Pro, CMF Buds Pro 2 และ CMF Buds Neo
สิ่งที่น่าสนใจคือทั้งสามรุ่นไม่ได้ถูกวางให้แข่งขันกันเอง แต่แบ่งกลุ่มผู้ใช้ค่อนข้างชัด — รุ่นหนึ่งเน้นความคุ้มค่า, รุ่นหนึ่งเน้นคุณภาพเสียงและระบบตัดเสียงรบกวน, และอีกรุ่นทดลอง Form Factor แบบ Open-Ear สำหรับการใช้งานที่ต้องการรับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัว
นั่นทำให้ไลน์อัป CMF รอบนี้ครอบคลุมตั้งแต่ ผู้ใช้เริ่มต้นที่มีงบประมาณหลักพันต้น ๆ ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการฟีเจอร์เสียงระดับสูงขึ้น โดยยังคงแนวทางของแบรนด์ ที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์และราคาที่เข้าถึงง่าย
CMF แบ่งชัด: รุ่นประหยัด, รุ่น Pro และ Open-Ear
Clip Pro: Open-Ear รุ่นแรกของ Nothing และ CMF
CMF Clip Pro เป็นรุ่นที่แตกต่างจากอีกสองรุ่นมากที่สุด เพราะใช้ดีไซน์แบบ Open-Ear ในลักษณะคลิปหนีบหู โดยไม่ปิดช่องหูทั้งหมด ทำให้ผู้ใช้ยังได้ยินเสียงรอบข้างขณะฟังเพลง
ตัวหูฟังมีน้ำหนัก 5.92 กรัมต่อข้าง ใช้โครงสร้าง C-shaped เสริมแกนลวด Titanium เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและความยืดหยุ่น
ด้านเสียงใช้ไดรเวอร์ Dynamic แบบแม่เหล็กคู่ ขนาด 10.8 มม. พร้อม Ultra Bass Technology รองรับ LDAC และมีระบบ Sound Seal ที่ช่วยลดการรั่วไหลของเสียงออกสู่ภายนอก
พร้อม Ultra Bass Technology
ช่วยแยกเสียงพูดระหว่างสนทนา
รองรับการใช้งานประจำวันและกิจกรรมกลางแจ้ง
ระยะเวลาใช้งานรวมกับเคสชาร์จ
รุ่น Pro ยังเด่นที่ Dual Drivers + ANC 50dB
CMF Buds Pro 2 วาง Positioning เป็นรุ่นที่เน้นคุณภาพเสียงมากที่สุดในชุดนี้ ด้วยระบบ Dual Drivers ที่ประกอบด้วย Woofer ขนาด 11 มม. และ Micro-planar Tweeter ขนาด 6 มม.
รองรับ LDAC และ Hi-Res Audio Wireless พร้อม Spatial Audio Effect รวมถึงระบบ Smart Hybrid Active Noise Cancellation สูงสุด 50dB และ Transparency Mode
การสนทนาใช้ไมโครโฟนรวม 6 ตัว พร้อม Clear Voice Technology ขณะที่เคสชาร์จติดตั้ง Smart Dial สำหรับหมุนปรับระดับเสียง หรือกดควบคุมเพลงและรับสายได้จากตัวเคส
Buds Neo ราคา 1,099 บาท แต่ยังได้ ANC และ Bluetooth 6.0
หากมองจากราคา CMF Buds Neo เป็นรุ่นที่น่าสนใจที่สุดในแง่การเข้าถึง เพราะเปิดตัวเพียง 1,099 บาท แต่ยังมี Adaptive Active Noise Cancellation สูงสุด 35dB
ตัวหูฟังใช้ Dynamic Driver ขนาด 12.4 มม. แบบ Titanium-coated PET Dome พร้อม Spatial Audio และรองรับการปรับแต่งเสียงผ่านแอป Nothing X
อีกจุดที่โดดเด่นคือการรองรับ Bluetooth 6.0 พร้อม Dual-Device Connection ไมโครโฟน 4 ตัว และแบตเตอรี่รวมเคสสูงสุด 52 ชั่วโมง รวมถึงรองรับระบบชาร์จเร็ว
ราคาเริ่มต้นเพียง 1,099 บาท
สีชมพูตามมาในเดือนตุลาคม 2569
มีโปรโมชันทั้ง Online และหน้าร้าน
CMF by Nothing จัดโปรโมชันช่วงเปิดตัว ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และร้านตัวแทนจำหน่าย โดยรายละเอียดส่วนลดและเงื่อนไข แตกต่างกันตามช่องทางและสินค้าที่เลือกซื้อ
ช่องทางจำหน่าย
หูฟัง CMF by Nothing ทั้ง 3 รุ่น จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเป็นทางการ ได้แก่ Shopee, Lazada และ TikTok Shop รวมถึงร้านตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ เช่น AIS, BaNANA, Dotlife, Power Buy และ True ทั่วประเทศ
เลือกรุ่นไหนดี?
Buds Neo เหมาะกับคนที่ต้องการ ANC, แบตยาว และใช้งานทั่วไปในราคาต่ำที่สุด
Buds Pro 2 ได้ Dual Drivers, LDAC, Hi-Res และ ANC สูงสุด 50dB
Clip Pro ใช้ Open-Ear Design ช่วยให้ยังรับรู้เสียงรอบข้างได้
จุดแข็งของ CMF รอบนี้คือ ไม่ได้พยายามให้หูฟังทุกตัวเหมือนกัน
CMF แบ่ง Product Tier ได้ค่อนข้างชัด — Buds Neo ใช้ “ราคา” เป็นประตูเข้าถึงแบรนด์, Buds Pro 2 ขยับขึ้นไปแข่งขันด้วย Sound Technology และ Active Noise Cancellation, ขณะที่ Clip Pro ทดลองขยายตลาดด้วย Form Factor ใหม่
เมื่อราคาเริ่มต้นต่างกันตั้งแต่ 1,099 ถึง 3,999 บาท ผู้บริโภคจึงไม่ได้ต้องเลือกว่า “รุ่นไหนดีที่สุด” แต่เลือกได้ตรงกว่าว่า “รูปแบบการฟังแบบไหนเหมาะกับตัวเอง” ซึ่งเป็น Product Strategy ที่ช่วยลดการทับซ้อนกันของสินค้าในไลน์อัปได้ดี
Nothing เป็นบริษัทเทคโนโลยีจากกรุงลอนดอน ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้าน Smartphone และอุปกรณ์เสียง โดยเน้นการผสาน Technology, Design, Creativity และ Community เพื่อสร้างประสบการณ์ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภครุ่นใหม่
เรียบเรียงโดย NextTopBrand จากข้อมูลข่าวประชาสัมพันธ์

COMMENTS